2013-11-28

รับอำนาจ ICC คือทางออก

November 24, 2013

รับอำนาจ ICC

ในขณะที่การระดมมวลชนทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างสุดเหวี่ยงซึ่งจะสื่อความหมายต่อแต่ละฝ่ายอย่างไรยังบอกไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับอารมณ์ของปุถุชนอาวุโสสองสามคน ผมขอเสนอให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยตัดสินใจกระทำการอย่างหนึ่งในทันที ซึ่งอาจช่วยให้การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ต้องจบลงด้วยความรุนแรงและสูญเสียอย่างไร้ความยุติธรรม นั่นคือ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามให้สัตยาบรรณยอมรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ซึ่งไทยได้รับหลักการไว้แล้วในทันที

กระบวนการขั้นตอนระหว่างประเทศนั้นช่างเถิด อาจต้องใช้เวลาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คำประกาศต่อโลกอย่างชัดเจนและเป็นที่รับรู้โดยประจักษ์จะส่งผลอย่างมากต่อผู้ร้ายรายเดิมที่กำลังคิดเข่นฆ่าเพื่อนร่วมชาติชาวไทยอีกรอบหนึ่ง ซึ่งอาจเหี้ยมเกรียมกว่าในคราวก่อนๆ คราวนี้ผู้เล่นทุกฝ่ายจะได้รู้ล่วงหน้าว่า การฆาตกรรมมวลชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจะส่งผลทางการเมืองต่อตัวเขาอย่างไร คนขนาดอดีตประธานาธิบดีของประเทศยังติดคุกของ ICC มาแล้วหลายคน สหรัฐฯ ซึ่งเคยยืนเคียงข้างเผด็จการไทยเพราะผลประโยชน์ร่วมกันในช่วงสงครามเย็นนั้น บัดนี้ก็ไม่เห็นประโยชน์นั้นแล้ว จึงเชื่อว่ามหาอำนาจที่เคยเป็น “กรมธรรม์ประกันชีวิต” ให้กับใครบางคน น่าจะไม่เข้ามาวุ่นวายกับการกำหนดใจตนเองของประเทศไทยเที่ยวนี้จนเกินไปนัก นอกจากความสัมพันธ์ทางทหารอันลึกซึ้งที่คงค้างอยู่บ้าง ขนาดให้ยืมอากาศยานไร้นักบิน (unmanned drones) และนวัตกรรมสงครามอื่นๆ มาทำอะไรแปลกๆ อยู่แถวนี้

การประกาศรับอำนาจของ ICC อย่างสมบูรณ์ จะเป็นการยกระดับความเป็นพลโลกของไทยอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะในมาตรฐานการเมืองที่ว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นไทยที่ดีงามเราย่อมต้องรักษาไว้ แต่ความเป็นไทยบางแง่ที่ทำให้เราตกต่ำด้อยศักดิ์ศรี เราควรนำมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับของอารยประเทศเข้ามาช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่นิติธรรมและความเป็นนิติรัฐ ซึ่งผมจะไม่ขยายความจากถ้อยแถลงอันครบถ้วนและมีคุณค่าของ “คณะนิติราษฎร์” เมื่อวานนี้ ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทยทำให้เสียไป เพราะความหลงผิดคิดว่าตนเองคือชาติ และแอบเข้าแทรกแซงคำว่ากระบวนการยุติธรรม จนบัดนี้เราขาดธรรมะอันเป็นเครื่องยุติไปเสียแล้ว แถมยังทำให้สังคมหมดความเป็นธรรม ขาดความเมตตากรุณา และขาดธรรมะของผู้ปกครอง

เดิมทีเราลังเลใจที่จะเดินสู่กรอบ ICC เพราะยังมีการเจรจาความกันอยู่ ถึงขนาดส่งทีมงานไปผลักดันรอบหนึ่ง และส่งซ้ำเพื่อไปถอดปลั๊กของตัวเองอีกหลายรอบ จนผู้สนับสนุนของเรา รามือกันไปหลายกลุ่มด้วยความเอือมระอา แต่บัดนี้ไม่เหลืออะไรที่ต้องเกรงใจหรือลังเลอีกแล้วครับ ดวงดาวได้เรียงตัวกันอย่างชัดเจนแล้วว่า เขา หรือ เรา ไม่มีข้อ ค.ควาย ที่ระบุว่าถูกทุกข้อ เหลือเพียงคำว่า ควาย ในความหมายอื่นเท่านั้น

เรารู้ดีว่า บทบัญญัติ ICC ในเรื่องของอาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาตินั้น สามารถเอาผิดได้ทั้งผู้บงการ ผู้สั่งการ ผู้บังคับหน่วย และผู้ที่มีอำนาจทำอาชญากรรมนั้นๆ ในทุกระดับและชั้นยศ หากสามารถพิสูจน์ความเกี่ยวข้องได้ ก็จะไม่มีใครรอดพ้นไปจากความผิดได้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมและความเป็นธรรมก็ตาม เมืองไทยที่ผ่านมา ยอมรับกันโดยปริยายว่า ผู้ถืออาวุธมีอำนาจราชศักดิ์มากกว่าผู้ที่ใช้เหตุผล เพราะเราไม่เคยมีกลไกใดๆ มาแยกความเป็นสัตว์ออกจากคน ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าเพราะระบบสังคมไม่ปกป้อง จึงต้องกลัวสัตว์ พัฒนาพฤติกรรมเอาตัวรอดและยึดตัวบุคคลเป็นใหญ่กว่าหลักการ เมื่อเกิดกระบวนการยุติธรรมขึ้น ก็เกิดความหวัง แต่เมื่อกระบวนการนั้นมีลักษณะพิการทุพพลภาพและปนเปื้อนไปอีก ความหวังนั้นก็กลายเป็นความผิดหวัง ความรู้สึกเป็นกบฏต่อต้านสังคมก็บังเกิดขึ้น เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมที่ถูกกดขี่ ข่มเหง และต้องการสูดอากาศที่บริสุทธิ์ สะอาด และเป็นเสรี เหมือนที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เขียนคำประกาศไว้อย่างองอาจก่อนตัดสินใจปลิดชีพตนเองว่ “ไม่สามารถหายใจร่วมกับเผด็จการได้” นั่นเอง

ถ้าไม่ทำคราวนี้ ต้องแถลงแล้วล่ะครับว่าเกรงใจอะไรอยู่.

จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair

No comments: